“มังกร”ฤาจะหนุนลด“โลกร้อน”?

ตีปีกดีใจกันไปมิใช่น้อย ในกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สำหรับ วาทกรรมของคำกล่าวสุนทรพจน์จากผู้นำจีนแผ

ตีปีกดีใจกันไปมิใช่น้อย ในกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สำหรับ วาทกรรมของคำกล่าวสุนทรพจน์จากผู้นำจีนแผ่นดินใหญ่ “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” ซึ่งมีขึ้นบนเวที “การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ” หรือ “ยูเอ็นจีเอ” ประจำปี 2021 ครั้งที่ 76 เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยสุนทรพจน์เชิงให้คำมั่นของประธานาธิบดีสี ระบุว่า จีนจะยุติการสร้างโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินในต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขวิกฤติสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือภาวะโลกร้อน ที่ทั่วโลกแสดงความวิตกกังวลกันสร้างความหวังให้แก่กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ไม่บันเบา กับคำกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ เพราะจีนแผ่นดินใหญ่ เจ้าของฉายา “พญามังกร” เป็น “โต้โผ” คือ หัวหน้า หรือผู้นำ ของกลุ่มผู้สนับสนุนรายใหญ่ในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินประเทศต่างๆ ยิ่งกว่าชาติไหนๆ แม้กระทั่งเมื่อเปรียบเทียบกับเหล่าชาติมหาอำนาจด้วยกัน ซึ่งมีตัวเลขทางสถิติ ระบุว่า จีนอุดหนุนทางการเงินให้แก่บรรดาโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินที่อยู่นอกประเทศจีนคิดเป็นถึงร้อยละ 13 มากกว่าประเทศอื่นๆ ที่ให้การสนับสนุนทางการเงินลักษณะเช่นนี้หลายเท่าตัวดังนั้น จึงทำให้กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลก ดีใจเป็นนักหนา กับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสี ที่มีขึ้นผ่านระบบการประชุมทางไกล หรือวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ไปยังเวทีการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งถือเป็นการประชุมสุดยอดประจำปีขององค์การระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างไรก็ดี บรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ก็ยังกังขาต่อคำมั่นข้างต้นว่า จะคืบหน้าจากวาทกรรมสู่รูปธรรมความเป็นจริงได้อย่างไร เพราะยังไม่เป็นที่แน่ชัดในหลายประเด็นด้วยกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องการระบุเวลาที่แน่ชัด ซึ่งปรากฏว่า ประธานาธิบดีสี ไม่ได้กล่าวถึงว่า นโยบายนี้จะเริ่มเมื่อใด จะทำโดยทันที หรือค่อยเป็นค่อยไป ก็มิได้แจ้งแถลงไข ซึ่งในประเด็นนี้ ทางกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากตามปกติแล้ว โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน มีอายุการใช้งานหลายสิบปี ประเด็นถัดมาที่ยังกังขากันก็คือ การที่บอกว่า จะยุติการให้เงินสนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินในประเทศนั้น จะจำกัดอยู่แต่เฉพาะภาครัฐของจีน หรือรวมไปถึงภาคเอกชนของจีนด้วยหรือไม่ โดยในประเด็นนี้ คนระดับ ผอ.ศูนย์นโยบายเพื่อการพัฒนาระดับโลกของมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐฯ อย่าง “เควิน กาลาเกอร์” ออกมาเอ่ยปากว่า หากนโยบายนี้ครอบคลุมถึงเงินทุนอุดหนุนจากภาคเอกชนด้วยแล้ว ก็จะส่งผลดีอย่างชนิดกว้างไกลมากทีเดียว ทั้งนี้ เพราะหลายครั้งบอกว่า ภาครัฐไม่สนับสนุน แต่ปรากฏว่า ไปให้ภาคเอกชนสนับสนุนแทน แบบให้ภาคเอกชนออกหน้าประเด็นสุดท้าย ก็คือ ถึงแม้ผู้นำจีน ประกาศยุติการสนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินในต่างแดน แล้วโรงไฟฟ้าถ่านหินในจีนเอง จะมีนโยบายอย่างไร จะเลิกพึ่งพาการใช้พลังงานจากซากฟอสซิลชนิดนี้ได้หรือไม่ ซึ่งยังเป็นคำถามคาใจแก่เหล่าบรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั่วโลกทั้งนี้ เมื่อกล่าวถึงการใช้ถ่านหินในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานถ่านหินแล้ว ต้องบอกว่า มีปริมาณมหาศาล เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้วตามการสำรวจวิจัยของ “เอ็มเบอร์” องค์กรด้าน “คลังสมอง (Think-Tank)” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษ เปิดเผยว่า จากการสำรวจวิจัยเมื่อปี 2020 (พ.ศ. 2563) ที่ผ่านมา พบว่า จีนแผ่นดินใหญ่ใช้ถ่านหินเพื่อการผลิตพลังงานไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 53 หรือเกินกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนการใช้พลังงานชนิดนี้ในประเทศต่างๆ ทั้งหมดทั่วโลก ใช่แต่เท่านั้น ในการสำรวจวิจัยยังพบด้วยว่า ช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา จีนแผ่นดินใหญ่ได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินมากกว่าประเทศอื่นๆ ทั่วโลกถึงกว่า 3 เท่า ซึ่งในประเด็นเรื่องการเร่งสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินของจีนในช่วงปีดังกล่าวนั้น จากการศึกษาติดตามโดย “มหาวิทยาลัยอเมริกัน” สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับชั้นนำของโลก ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐฯ ระบุว่า ที่จีนต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินกันอย่างมากมาย ก็เป็นผลมาจากการที่พลังงานซากฟอสซิลชนิดนี้มีราคาถูก ถึงขั้นถูกที่สุด และความต้องการที่พลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากได้รบผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั่นเอง ทำให้หลายมณฑลของจีน เร่งสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินกันอย่างขนานใหญ่ ด้วยประการฉะนี้ การที่จะให้จีนยกเลิกนโยบายการสนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินในประเทศจึงมิใช่เรื่องง่ายๆ ซึ่งอย่าว่าแต่จะยกเลิกเลย เผลอๆ รัฐบาลปักกิ่งยังจะต้องส่งเสริมสนับสนุนให้สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากช่วงปีที่ผ่านมา จนถึงปี 2021 (พ.ศ. 2564) นี้ ปรากฏว่า เกิดปัญหาที่ขยายวงลุกลามกลายเป็นวิกฤติขึ้น จากเรื่องของ “ไฟฟ้าดับ” นั่นเอง ถึงขั้นกล่าวได้ว่า เป็น “วิกฤติไฟฟ้าดับ” ในจีนเลยทีเดียวก็ว่าได้ จากการที่ปัญหาไฟฟ้าดับ ได้เกิดขึ้นไปในหลายเมือง หลายมณฑล วิกฤติไฟฟ้าดับข้างต้น เกิดขึ้นเนื่องจากจีนประสบปัญหาขาดแคลนถ่านหิน คือ มีถ่านหินไม่เพียงพอต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า ให้แก่ประชาชนได้ นั่นเอง ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง จนถึงขั้นเป็นวิกฤติไฟฟ้าดับขึ้นถึงขนาดทางการท้องถิ่นในหลายเมือง ทางมณฑลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องใช้วิธีระงับ หรือตัด การจ่ายไฟฟ้าให้แก่ประชาชน ในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุด ซึ่งทางการท้องถิ่นของจีน ได้เริ่มใช้มาตรการนี้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว พร้อมกันร้องขอให้ประชาชนช่วยกันประหยัดการใช้ไฟฟ้า โดยในประเด็นนี้ แม้แต่สื่อของทางการจีน ก็บ่นๆ เช่นกันว่า ช่วงเวลาการตัดจ่ายไฟฟ้า เริ่มมีเวลาเร็วขึ้น และนานขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่ง ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ ในช่วงที่ทางการท้องถิ่นตัดจ่ายไฟฟ้า เช่น โรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือให้แก่บริษัทแอปเปิล และอุปกรณ์รถยนต์ไฟฟ้าให้แก่เทสลา ล้วนประสบชะตากรรมเดียวกันนี้ด้วยกันทั้งสิ้น จากสถานการณ์วิกฤติไฟฟ้าดับดังกล่าว ก็ทำให้ทางสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง “มอร์แกน สแตนลีย์” คาดการณ์ว่า จะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจของจีน ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ถึงร้อยละ 1 เลยทีเดียวเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ จะให้จีนมาช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน ด้วยการลด ละ เลิก การใช้พลังงานถ่านหินอย่างเป็นรูปธรรมที่แท้จริง คงจะเป็นเรื่องยาก เพราะมีประเด็นทางเศรษฐกิจของประเทศค้ำคอพญามังกรอยู่

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

แนะนำให้คุณ